“ผัดกะเพรา”  อาหารบ้านๆ ประจำร้านอาหารตามสั่งทุกร้านก็ว่าได้  แต่แม้จะใช้เครื่องปรุงเหมือนกัน แต่กลับอร่อยไม่เท่ากันซะอย่างนั้น ใครอยากผัดกะเพราเก่งๆ  ต้องรู้เคล็ดลับนะ  มาดูกัน




  1. เลือกกะเพราใบเล็ก และมีดอก
จะผัดกะเพราทั้งที เรื่องแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ " ใบกะเพรา " พระเอกของงานค่ะ กูรูเค้าแนะนำมาว่าให้เลือกกะเพราใบเล็ก และมีดอกติดมาด้วย เพราะจะให้กลิ่นที่หอมมมม มากกว่ากะเพราใบใหญ่ๆ ดังนั้น ถ้าไปตลาดเห็นกะเพราใบใหญ่ก็เมินได้เลยค่ะ เพราะต้อง ' ใบเล็ก ' และ ' มีดอก ' โอนลี่!

  1. ใช้กะเพราแดง
ยังคงอยู่กับท็อปปิกใบกะเพราะกันอยู่ค่ะ เคล็ดลับอีกอย่างนึงก็คือ ต้องใช้ " กะเพราแดง " ซึ่งให้กลิ่นที่หอมแรงกว่ากะเพราขาว ฉะนั้น ใช้กะเพราแดงผัดทีก็หอมฟุ้งงง!

  1. ใช้พริกขี้หนูสวน
แน่นอนว่าผัดกะเพราต้องเน้นเรื่อง " ความหอม " เราจะใช้ " พริกขี้หนูสวน " เม็ดจิ๋วแต่แจ๋วค่ะ อาจจะใส่พริกขี้หนูสวนลงไปก่อน และตามด้วยพริกขี้หนูแดง ( ที่ใช้ตำส้มตำ ) ก็ได้ นี่ล่ะจะทำให้หอมฉุย ( และทำให้ฉุนด้วย ฮ่าๆๆ )

  1. ใช้กระเทียมไทย
ตามมาติดๆ กับอาวุธเพิ่มความหอมให้ผัดกะเพรา นั่นก็คือ 'กระเทียม' เราจะใช้ " กระเทียมไทย " ที่เม็ดจะค่อนข้างเล็ก ที่แนะนำให้ใช้กระเทียมชนิดนี้เพราะว่าให้กลิ่นฉุนและหอมจัดจ้านกว่ากระเทียมทั่วไป คือ แค่เอาลงคั่วกับพริก กลิ่นก็ฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้านแล้วค่ะคู้นนน!

  1. ใช้น้ำปลาคุณภาพดี
อีกหนึ่งอย่างที่วอนขอให้หนุ่มสาวที่อยากผัดกะเพราให้ออกมาอร่อยเด็ดนั้น ต้องใช้ "น้ำปลาคุณภาพดี" เท่านั้นค่ะ! เป็นวัตถุดิบที่ห้ามประหยัดเด็ดขาด เพราะการลงทุนซื้อน้ำปลาคุณภาพเยี่ยม เป็นการการันตีว่าผัดกะเพราของเรารสชาติดี มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ดังนั้น ขอน้ำปลาแบบเปิดฝามาก็หอมฟุ้งเลยนะ!

  1. เจียวพริกกะเทียมก่อนใครเพื่อน
หลายคนทำผิดวิธี โดยใส่ทุกอย่างรวมไปทีเดียว ทั้งพริก กระเทียม และเนื้อสัตว์ เอาใหม่ค่ะ! วันหลังให้ท่องเอาไว้ว่า " ใส่พริกกะเทียมลงไปเจียวก่อนเสมอ " คือ ใส่พริกที่โขลกรวมกับกระเทียมแล้วลงไปเจียวให้หอมฉุยก่อน ( ฉุยจนจามก็ขั้นตอนนี้ล่ะ! )

  1. ผัดไฟแรงและผัดให้ไว
ผัดไฟแรง ผัดให้ไว ใช้เวลาสั้น! ระหว่างที่ควงตะหลิวผัดกะเพราอยู่นั้น ให้สวมวิญญาณอาแปะผัดผักบุ้งไฟแดง คือ ให้ใช้ไฟสูงๆ ผัดฉึบฉับๆ สุกปุ๊บ ปิดไฟ ยกลงทันที!

  1. ใช้น้ำน้อยๆ เข้าไว้
ผัดกะเพราะ ขึ้นชื่อว่า "ผัด" แล้ว ต้องแห้งๆ สิคะถึงจะอร่อย ใช้น้ำน้อยๆ เข้าไว้ หรือถ้าใครชอบแบบมีน้ำราด ก็อนุโลมให้พอมีน้ำขลุกขลิกได้เล็กน้อย ฉะนั้น เวลาเทน้ำอย่าหนักมือนักนะคะ เพราะเดี๋ยวกะเพราของเราจะออกมาฉ่ำน้ำเกินไป จะกลายเป็น 'ต้มกะเพรา' เอาค่าา!

  1. ยี่หร่ากับกะเพราเพิ่มความจัดจ้าน
ใครที่ชอบความจัดจ้าน หอมเครื่องสมุนไพรแบบถึงพริกถึงขิง ขอแนะนำให้เติมตัวช่วยลงไปด้วย นั่นก็คือ "ใบยี่หร่า" ค่ะ โดยระหว่างที่ใส่ใบกะเพราลงไป ให้โยนไปยี่หร่าตามลงไปด้วย จากนั้นก็ บลู้มมม! รสชาติหอมกระจายยย!!

  1. ใส่ใบกะเพราท้ายสุด เนื้อสุกแล้ว โยนกะเพราลงไปเล้ยย!
กะเพราเป็นพระเอกที่ต้องมาปิดท้ายงานเสมอ หลังจากผัดจนเนื้อสัตว์จนสุกและเข้าเนื้อแล้ว ให้ดับไฟทันที และใส่ใบกะเพราลงไปคลุก ฟึ่บฟั่บๆ แปบเดียว แล้วก็ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟค่ะ วิธีนี้จะทำให้ใบกะเพราไม่เหี่ยวเป็นผัดกะเพราหงอยๆ ทำให้ผัดกะเพราของเราดูน่ากินขึ้นค่ะ!



โอยย ความรู้สึกเหมือนกลิ่นกะเพราลอยมาตามบรรทัดเลยค่ะ!! ( หิวแล้วสิท่า - -' ) ที่นี้เราก็ได้เคล็ดลับความอร่อยของเมนู " ผัดกะเพรา " ไปกันแบบเนื้อเน้นๆ กลับบ้านไปจะได้โชว์ฝีมือ สุดยอดผัดกะเพรา ให้สมาชิกในบ้านได้ร้อง โอ้โห กันซะที! ส่วนมันจะเด็ดจะแซบขนาดไหน หลังไมล์มาบอกขุ่นเจ้ด้วยนะค๊าา!!



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก  sistacafe

เวลาไปเที่ยวกินข้าวจังหวัดชายทะเล  อาหารจานหนึ่งที่มักจะสั่งขึ้นโต๊ะก็คือ “ห่อหมกปลากราย”  แต่ถ้ากลับมาบ้านแล้วอยากกินล่ะ?  ก็ทำตามสูตรนี้สิ บอกหมดไม่มีกั๊กเลยนะ ลงมือกัน


ส่วนผสมห่อหมกปลากราย

1.เนื้อปลากรายขูด 600กรัม

2.พริกแกงเผ็ด 3ชต.

3.กะทิ 2+1/2ถ้วย

4.ไข่เป็ด 3ฟอง

5.น้ำปลา

6.น้ำตาลปึก

7.แป้งข้าวจ้าว 1+1/2ชต.

8.พริกสดหั่นเป็นเส้นเล็ก

9.ใบมะกรูดหั่นฝอย

10.ใบยอ

11.กะหล่ำ

12.ใบโหระพา

13.เกลือป่น

14.ใบตอง



วิธีทำห่อหมกปลากราย

1.เตรียมกระทง เช็ดใบตองให้สะอาด ตัดเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง5นิ้ว ใช้ 2แผ่นซ้อนกัน แล้วพับเป็นมุม ใช้ไม้กลัดๆไว้ ทำให้ครบ4มุม ก็จะได้กระทง ไว้ใส่ห่อหมก เตรียมไว้ 25ใบ

2.นวดเนื้อปลากรายให้เหนียวพักไว้

3.นำกะทิ 2ถ้วย พริกแกง ไข่ น้ำปลา น้ำตาล ใส่ลงในชามผสมใบใหญ่ คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี นำเนื้อปลากราย ลงไปคนให้เข้ากัน(คนไปทางเดียวกัน) คนจนส่วนผสมเหนียวข้น พักไว้

4.หั่นใบยอ และกะหล่ำปลี เป็นชิ้นเล็ก นำไปนึ่ง 3นาที แล้วใส่รองก้นกระทง 1/3ของกระทง ใส่ใบโหระพาลงไปด้วย

5.เตรียมกะทิราดหน้า โดยผสมหัวกะทิ 1/2ถ้วย แป้งข้าวจ้าว เกลือ คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟคนตลอดเวลลา พอเริ่มข้น ยกลงพักไว้

6.นำใบมะกรูดหั่นฝอย ใส่ลงในเนื้อปลากรายที่พักไว้ คนให้เข้ากัน แล้วตักใส่กระทง นำขึ้นนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 15นาที แล้วนำกะทิราดด้านบน ใส่พริก และใบมะกรูด นึ่งต่ออีก 5นาที ก็ใช้ได้แล้วคะ



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

ข้าวเหนียวเนื้อฝอย” อาหารเช้าที่อร่อยอยู่ท้อง และขายดีไม่น้อย ใครที่ชอบทาน หากอยากมีรายได้บ้าง ก็ลองมาดูสูตรขายกันบ้างดีกว่า




ส่วนผสมข้าวเหนียวเนื้อฝอย

1.เนื้อวัว ใช้ส่วนสะโพก 1 กิโลกรัม (หรือจะใช้เนื้อหมูก็ได้ค่ะ)

*ซื้อเป็นชิ้นใหญ่ ชิ้นละครึ่งกิโล เพราะตอนฉีกเป็นเส้นจะได้เส้นยาว และฉีกเสร็จเร็ว

2.หอมแดงซอย 20 หัว

3.น้ำตาลมะพร้าว 5 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 2 ฝา)

4.น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

5.ซีอิ้วดำ 2 ช้อนชา

6.ดอกเกลือ 2 ช้อนชา (ถ้าไม่มีใช้เกลือธรรมดา แต่ลดลง )

* ข้อมูล ดอกเกลือ อยู๋ในคอมเม้นท์ที่ 16 ค่ะ

7.เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

8.พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา

9.น้ำมันมะพร้าว 1/2 ถ้วย

10.ข้าวเหนียวเขี้ยวงูนึ่ง



วิธีทำข้าวเหนียวเนื้อฝอย

1.นำเนื้อมาล้างให้สะอาด นำไปต้มในน้ำเดือด ใส่เกลือลงไป ต้มประมาณ 45 นาที นำขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำ พอเย็นนำมาทุบๆ (เพื่อให้ฉีกง่าย) ฉีกเป็นเส้นเล็ก แล้วนำไปผึ่งลมไว้ประมาณ 1 ชม.

2.ตั้งกระทะใส่น้ำมัน เจียวหอมให้เหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้ในกระชอน

3.เทน้ำมันที่เจียวหอมออกครึ่งนึง ใส่น้ำตาล น้ำปลา ซีอิ้วดำ ดอกเกลือ พริกไทย ผัดให้หอมและส่วนผสมเข้ากันดี เติมน้ำลงไปประมาณสองถ้วย ใส่เนื้อที่ฉีกไว้ลงผัด ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน ประมาณ 30 นาที พอเนื้อที่ผัดแห้ง ใส่หอมเจียวลงไปครึ่งหนึ่ง (เก็บไว้โรยหน้าครึ่งหนึ่ง) คนให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ ทานคู่กับข้าวเหนียว อร่อยค่ะ



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae
ติดตาม สูตรอาหารแจกฟรี http://zonezeed.net

วันนี้เรามาทำอาหารภาคใต้กันบ้าง กับสูตร  “ผัดสะตอกุ้งสด” ที่เผ็ดร้อน หอมแรง กรุบกรอบ กินกับข้าวได้เป็นชามเลยค่ะ  ใครติดใจรสชาติสะตอต้องทำกินนะ




สิ่งที่ต้องเตรียมผัดสะตอกุ้งสด

- น้ำพริกแกงที่โขลกเตรียมไว้ 4 ช้อนโต๊ะ

- นำมันพืชสำหรับผัด

- กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลัง 100 กรัม

- หมูสับ 100 กรัม

- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

- สะตอ แกะเปลือก 100 กรัม



วิธีทำผัดสะตอกุ้งสด

ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ ใส่น้ำพริกแกงลงผัดจนหอม ใส่หมูสับ และกุ้งลงผัดจนสุก ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา  ใส่สะตอลงผัดจนสุก ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน



สิ่งที่ต้องเตรียม (น้ำพริกแกง)

กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ

หอมแดง 2 หัว

กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ

กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนู 10-15 เม็ด



วิธีทำผัดสะตอกุ้งสด

โขลกกระเทียมกับหอมแดง และกุ้งแห้งจนละเอียด จากนั้นใส่กะปิ และพริกขี้หนูลงโขลกให้เข้ากัน เตรียมไว้

ถึงสะตอจะเหม็นเขียวไปสักนิดแต่ถ้าได้ลองรับประทานผัดสะตอกุ้งสดจานนี้กับข้าวสวยเข้าไปแล้วล่ะก็ คุณจะลืมความเหม็นเขียวคงเหลือไว้แต่ความอร่อยเลยล่ะ



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก Kapook

แกงใสๆ แต่รสชาติเผ็ด หอมร้อน เหมาะกับช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงอีกเมนูก็คือต้มโคล้งนั่นเองค่ะ  หอมๆ ร้อน ๆ ซดโล่ง กันหวัดได้ดีนะ มาลงมือทำ “ต้มโคล้งปลาดุกย่าง” ทานในบ้านกันเลย




ส่วนผสมต้มโคล้งปลาดุกย่าง

1.ปลาดุกย่าง

2.หอมแดง

3.ข่า

4.ตะไคร้

5.พริกแห้ง

6.ใบมะกรูด

7.ผักชีใบเลื่อย

8.น้ำปลา

9.น้ำมะขามเปียก



วิธีทำต้มโคล้งปลาดุกย่าง

- หั่นปลาดุกย่างเป็นชิ้นค่อนข้างใหญ่ แยกชิ้นหัวไว้

- คั่วพริก หอมแดง ข่า ตะไคร้ เตรียมไว้

- ตั้งหม้อต้มน้ำ พอเดือด ใส่หอมแดง ข่า ตะไคร้ และหัวปลาลงต้มสักครู่ แล้วใส่ชิ้นปลาดุก ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามเปียก ชิมรสตามชอบ ต้มให้เดือดดี (แต่อย่าต้มนานเพราะปลาจะเละ) หลังจากนั้นใส่พริกคั่ว ใบมะกรูด และผักชีใบเลื่อย พอผักสลด ยกลงจากเตา ตักใส่ถ้วย ทานกับข้าวสวยค่ะ



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

ในฤดูฝนอาหารประจำฤดูที่คนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักคิดถึงก็คือ เห็ดเผาะค่ะ  เห็นแสนอร่อยนี้ทำได้หลายเมนู ใครไม่เคยทำเอง มาลองทำ “แกงคั่งเห็ดเผาะใส่ปลาย่าง” ทานกัน

แจกสูตรแกงคั่วเห็ดเผาะใส่ปลาย่าง


ส่วนผสมแกงคั่วเห็ดเผาะใส่ปลาย่าง

1.เห็ดเผาะหนัง (ล้างหลายๆน้ำให้สะอาด)

2.ปลาย่าง ปิ้งไฟอ่อนๆ แล้วแกะเอาแต่เนื้อ

3.พริกแกงคั่ว (ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด หอม กระเทียม พริกแห้ง กะปิ)

4.กะทิ ใช้ทั้งหัวและหาง

5.ใบชะพลู

6.ชะอม

7.น้ำตาลมะพร้าว

8.น้ำปลา

 แจกสูตรแกงคั่วเห็ดเผาะใส่ปลาย่าง

วิธีทำแกงคั่วเห็ดเผาะใส่ปลาย่าง

- โขลกพริกแกง แล้วนำปลาย่างแบ่งใส่ลงโขลกด้วย

- นำพริกแกงผัดกับกะทิให้หอม ค่อยๆเติมหัวกะทิ แล้วคนเรื่อยๆ อย่าให้แตกมัน

- ใส่เห็ดและปลาย่างที่เหลือลงไปผัด เติมหางกะทิ รอให้เดือดดี ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา ต้มให้เดือดสักพัก ใส่ใบชะพลู และชะอม คนให้เข้ากัน แล้วยกลงจากเตา



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

“แกงส้มชะอมกุ้ง”  อาหารที่ทานง่ายที่ถูกปากคนแทบทุกวัย แคลอรี่ก็ไม่มากเกินไป ทานเป็นกับข้าวหรือซดโล่งก็พอดี วันนี้ทำทานกันเลยดีกว่า




ส่วนผสมแกงส้มชะอมกุ้ง

1.กุ้งสด(ล้างปอกเปลือก เก็บหัวกุ้งไว้ด้วย)

2.ไข่

3.ชะอม

4.พริกแกงส้ม

5.น้ำปลา

6.น้ำตาลปี๊บ

7.น้ำมะขามเปียก

8.กะปิ

9.น้ำมันรำข้าว

 



วิธีทำแกงส้มชะอมกุ้ง

1.ตีไข่ให้เข้ากัน เด็ดชะอมใส่ลงไปนำไปทอดให้สุก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ใส่ถ้วยไว้

 

2.ตั้งหม้อต้มน้ำ พอเดือดใส่หัวกุ้งลงไปต้มประมาณ 10-15นาที(เพื่อให้น้ำแกงหอมอร่อย) หลังจากนั้นตักหัวกุ้งออก ใส่พริกแกงส้ม กะปิ น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะขามเปียก รอให้เดือดดี ใส่กุ้งสดลงไป พอกุ้งสุก(อย่าต้มนาน เนื้อกุ้งจะแข็ง) ตักใส่ถ้วยที่ใส่ชะอมไข่ทอด

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

แกงแขกอย่างแกงมัสมั่น เข้ามาในเมืองไทยหลายร้อยปีจนพัฒนากลายเป็นอาหารรสชาติไทยแล้วค่ะ แต่จะทานกับข้าวหรือโรตีก็อร่อย  ใครอยากกินก็ลองมาทำกันได้เลย




ส่วนผสมแกงมัสมั่นเนื้อ

1.เนื้อวัว

2.มันฝรั่ง หรือมันเทศ

3.หอมหัวใหญ่

4.ถั่วลิสงคั่ว

5.กะทิ (ใช้ทั้งหัวและหางกะทิ)

6.เกลือ

7.น้ำปลา

8.น้ำตาลมะพร้าว

9.น้ำมะขามเปียก

10.น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันมะพร้าว

11.เครื่องแกงมัสมั่น

- พริกแห้ง (แกะเม็ดออก แช่น้ำให้นุ่ม)

- หอมแดงเผา

- กระเทียมเผา

- ข่า

- ตะไคร้




















* เครื่องเทศที่คั่วรวมกัน

- ยี่หร่า

- ลูกผักชี

- พริกไทย

- อบเชย

- ลูกกระวาน (แกะเม็ดข้างในออกมาคั่ว)

- ลูกจันทน์ (แกะเปลือกแข็งด้านนอกออกก่อน)

- ดอกจันทน์

- กานพลู

* เครื่องเทศที่ใส่ลอยในน้ำแกง

- ใบกระวาน

- ลูกกระวาน(ใส่ทั้งลูก)

* มัสมั่นกินได้กับข้าวสวย หรือโรตี (จัดเป็นอาหารคุ้นชิน)

 มัสมั่นเนื้อ

วิธีทำแกงมัสมั่นเนื้อ

1.หั่นเนื้อเป็นก้อนสี่เหลี่ยม นำไปเคี่ยวในหางกะทิ ใส่เกลือเล็กน้อย เคี่ยว นาน 45 นาที



2.เตรียมเครื่องแกง

- โขลกพริกแห้งกับเกลือ ให้ละเอียด แล้วใส่ข่า ตะไคร้ ลงไปโขลก ตามด้วย หอม กระเทียม โขลกต่อให้ละเอียด แล้วใส่เครื่องเทศที่คั่วรวมกัน ลงไปโขลกให้เข้ากันดี แล้วนำไปผัดกับน้ำมันให้หอม



3.ใส่หัวกะทิ 2 ทัพพีลงไปผัดให้แตกมัน แล้วใส่เครื่องแกงที่เตรียมไว้ลงไปผัดให้หอม ใส่เนื้อที่เคี่ยวไว้ลงไป ใส่กะทิส่วนที่เหลือ ใบกระวานและลูกกระวาน เคี่ยวให้เดือดอีก 30 นาที หลังจากนั้นใส่มัน หอมหัวใหญ่ ถั่วลิสงคั่ว ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะขามเปียก เคี่ยวต่ออีก 30 นาที

 แกงมัสมั่นเนื้อ

...ถึงตอนนี้กลิ่นหอมมาก...เริ่มชวนให้อยากกินแล้วค่ะ ตักใส่ถ้วยกินกับข้าวสวย หรือโรตีก็อร่อยค่ะ



สำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อวัว ปรับเปลี่ยนเป็นเนื้อไก่ได้เช่นกันครับ  วิธีการปรุงเหมือนกันครับ

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ ทานของร้อน ๆ กันสักเมนูนะคะ กับสูตร “แกงสายบัวปลาทูนึ่ง”  ซดน้ำโล่งคอสบายจมูก จะเปลี่ยนปลาทูเป็นปลาช่อนก็ได้ตามชอบเลย มาลงมือทำกัน




ส่วนผสมแกงสายบัวใส่ปลาทูนึ่ง

1.สายบัว 1 กำ (ซื้อแบบที่ลอกเปลือกมาแล้วค่ะ)

2.ปลาทูนึ่ง (หรือจะใช้ปลาช่อนก็อร่อย)

3.เครื่องแกง

- พริกแห้งเม็ดเล็ก 6 เม็ด

- หอมแดง 6 หัว

- ตะไคร้ 2 ต้น

4.น้ำปลาร้า

5.น้ำมะขามเปียก

6.ใบแมงลัก

 



วิธีทำแกงสายบัวใส่ปลาทูนึ่ง

- ล้างสายบัว เด็ดเป็นท่อนเล็ก นำไปต้มในน้ำเดือด 3 นาที แล้วเทน้ำทิ้ง พักใส่กระชอนไว้ให้สะเด็ดน้ำ (เพื่อไม่ให้สายบัวดำ)

 

- โขลกเครื่องแกง พอหยาบๆ

 

- ตั้งหม้อต้มน้ำ พอเดือด ใส่พริกแกงลงไป พอมีกลิ่นหอม ใส่สายบัว และปลาทู ปรุงรสด้วย น้ำปลาร้า น้ำมะขามเปียก ต้มให้เดือดสักครู่ ใส่ใบแมงลัก พอผักสลดยกลงจากเตา ตักใส่ถ้วย ทานกับข้าวสวยค่ะ

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

วันนี้เอาอาหารสูตรโบราณที่หาได้เฉพาะทางภาคตะวันออกมาฝากกันสักเมนูค่ะ “ต้มปลาบึกใบชะมวง”  สูตรโบราณหาทานยาก และยังหาคนทำได้ยากด้วย  ใครที่เคยติดใจแกงหมูชะมวงมาแล้ว มาลองเปลี่ยนเป็นปลาบ้างค่ะ




 

ส่วนผสมต้มปลาบึกใบส้มโมง (ใบชะมวง)

1.เนื้อปลาบึก 300 กรัม (เลือกส่วนมาทางหาง เนื้อจะไม่มันมากค่ะ)

2.ใบส้มโมง (ใบชะมวง) ใช้ยอดและใบอ่อน 15 ยอด

3.ใบหม่อน 6 ใบ

4.เห็ดฟาง 200 กรัม

5.ข่า 4 แว่น

6.ตะไคร้ 3 ต้น

7.ใบมะกรูด 4 ใบ

8.หอมแดง 8 หัว

9.ผักชีใบเลื่อย

10.ต้นหอม

11.พริกสด 15 เม็ด

12.เกลือ

13.น้ำปลา

14.น้ำมะนาว

15.น้ำส้มสายชู 2-3 ชต.(ใช้ล้างปลาไม่ให้คาว)



 

วิธีทำต้มปลาบึกใบส้มโมง (ใบชะมวง)

- ล้างทำความสะอาดปลาบึก ใช้น้ำส้มสายชูลูบให้ทั่วชิ้นปลา พักไว้ 5 นาที ล้างออกให้สะอาด ตัดเป็นชิ้นเล็กหนาประมาณ 1 ซม. ใส่กระชอนพักไว้

 

- นำใบชะมวงไปนาบในกระทะร้อนๆ ให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เตรียมไว้ (เพื่อลดความฝาดจากยางในใบชะมวง ทำให้ได้รสเปรี้ยวอร่อยค่ะ)

 

- ตั้งหม้อต้มน้ำ พอน้ำเดือด บุบหอม ตะไคร้ ข่า และใบหม่อน ใส่ลงไป ต้มสักครู่ให้ได้กลิ่นหอมของเครื่องที่ใส่ลงไป หลังจากนั้นใส่เนื้อปลาบึก และเกลือ (ห้ามคนหม้อเพราะจะทำให้คาว) พอปลาเริ่มสุก ใส่เห็ดฟางและใบชะมวง ปรุงรสด้วยน้ำปลา พอเห็ดสุก ใส่พริกสดบุบ ใบมะกรูด ผักชีใบเลื่อย และต้นหอม ต้มต่อพอผักสลด ยกลงจากเตา

 

- เวลาจะทาน บีบน้ำมะนาวครึ่งซีกใส่ก้นถ้วย แล้วตักต้มปลาใส่ลงไป

* น้ำมะนาวใส่เพื่อเพิ่มความหอม ไม่ต้องใส่มาก เพราะใบส้มโมง มีรสเปรี้ยวอยู่แล้วค่ะ

 

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

สำหรับคนภาคอื่น ๆ ที่ติดอกติดใจ “ขนมจีนน้ำเงี้ยว” แล้วอยากทำทานเองหรือทำขายบ้าง  มาดูสูตรแท้ ๆ ที่เรานำมาเผยแพร่กัน  ปรับรสชาติหรือความเข้มข้นกันได้ตามชอบเลยนะคะ  ขนมจีนเป็นอาหารอีกอย่างที่ขายได้ไม่ยาก  ลองทำขายดูได้เลย




ส่วนผสมขนมจีนน้ำเงี้ยว

1.ซี่โครงหมู

2.หมูสับ

3.พริกแกงน้ำเงี้ยว

4.เลือดไก่

5.ดอกงิ้ว

6.แผ่นถั่วเน่า

7.กระเทียมเจียว

8.พริกแห้งทอด

9.น้ำปลา

10.น้ำตาล

11.ต้นหอม

12.ผักชี

13.ถั่วงอก

14.มะเขือเทศ

15.มะนาว

16.เกลือ

17.ผักกาดดอง

18.เส้นขนมจีน



 

วิธีทำขนมจีนน้ำเงี้ยว

1.ตั้งหม้อต้มน้ำพอเดือดใส่เกลือ และกระดูกซี่โครงหมูต้มประมาณ 20นาที

2.นำถั่วเน่าไปปิ้งไฟให้หอม นำมาโขลกให้ละเอียด

3.ตั้งกะทะใส่น้ำต้มซี่โครงหมูลงไป 1ทัพพี นำพริกแกงและถั่วเน่า ลงผัดให้หอม ใส่หมูสับลงผัดพอเริ่มสุก ใส่ซี่โครงหมูลงไปคนให้เข้ากันดี นำไปใส่ในหม้อต้ม พร้อมกับดอกงิ้ว(แช่น้ำให้นิ่มก่อน) และเลือดไก่ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ต้มประมาณ 20นาที ใส่ะมะเขือเทศลงไปต้มต่ออีก 10นาที

 

*พริกแกงน้ำเงี้ยว

ส่วนผสม

- พริกแห้งแกะเมล็ดออกแช่น้ำ 10 เม็ด- ข่าซอย 1 ช้อนโต๊ะ

- ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ

- เกลือป่น 1 ช้อนชา

- รากผักชีซอย 2 ช้อนชา

- ขมิ้นซอย 2 ช้อนชา

- หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ

- กระเทียมซอย 2 ช้อนโต๊ะ

- ถั่วเน่าย่างไฟ 1 แผ่น

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

มาแจกสูตรทำ “ลาบเป็ด” แสนอร่อยที่หากินได้แต่ตามร้านลาบเท่านั้นค่ะ  หลายคนติดอกติดใจกับความแซ่บอร่อย แต่ยังทำไม่เป็น วันนี้เรานำเอาสูตรมาฝากคุณแล้ว มาหัดทำกัน  ทานอร่อยแล้วจะทำขายบ้างก็ได้นะ




ส่วนผสมลาบเป็ด

1.เนื้อหน้าอกเป็ด

2.ตับเป็ด

3.ข่าสับ

4.น้ำมะนาว

5.น้ำปลา

6.น้ำตาลเล็กน้อย

7.ข้าวคั่ว

8.พริกป่น

9.ต้นหอม

10.หอมแดง

11.ผักชีฝรั่ง

12.ใบสะระแหน่

13.ใบมะกรูด

14.พริกแห้งเม็ดเล็ก



วิธีทำลาบเป็ด

- หั่นเนื้อเป็ดเป็นชิ้นเล็ก(หั่นเนื้อและหนังติดกัน) สับหยาบๆ ใส่น้ำมะนาว 1ลูก ลงนวดให้เข้ากัน เพื่อให้เนื้อนุ่มและไม่มีกลิ่นสาบ พักไว้ 15นาที

- ปั้นเอาน้ำออก แล้วนำขึ้นตั้งไฟ ใส่ข่าสับ แล้วนำเนื้อเป็ด และตับเป็ดลงไปรวนจนสุก ยกลงจากเตา

- ใส่ข้าวคั่ว พริกป่น มะนาว น้ำปลา น้ำตาล คนให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ หลังจากนั้น ใส่หอมแดงซอย ผักชีฝรั่ง ต้นหอมซอย ใบสะระแหน่ คนให้เข้ากันดีตักใส่จาน

- ใส่ใบมะกรูดทอดและพริกแห้งทอด ทานกับผักสดและข้าวเหนียวคะ

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

เอาเมนูสูตรอาหารแซ่บ ๆ มาฝากอีกจานค่ะ  “ยำพริกกับไข่ต้ม” ทำง่าย แซ่บอร่อย แถมยังมีแคลอรี่น้อย เหมาะเป็นอาหารลดน้ำหนักได้อีกด้วยนะคะ อร่อยนะ มาหัดทำกัน




ส่วนผสม

พริกอ่อน 5-6 เม็ด

หอมแดง 2 หัว

กระเทียม 3 กลีบ

กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

ไข่ต้ม 4 ฟอง

หมายเหตุ : ส่วนผสมสามารถปรับได้ตามความชอบของแต่ละท่าน



วิธีทำ

- ขั้นตอนแรกนำพริกอ่อน หอมแดง กระเทียม ไปย่างไฟให้มีกลิ่นหอม ถ้าไม่มีเตาย่างสามารถนำมาคั่วบนกระทะก็ได้คะ ให้สุกจนมีกลิ่นหอม

- จากนั้นให้ลอกส่วนที่ไหม้ออกให้หมดแล้วหั่นเตรียมไว้

- นำกุ้งแห้งมาตำให้พอแหลก

- ผสมส่วนของน้ำยำ น้ำปลา มะนาว น้ำตาล จากนั้นก็ให้ชิมรสชอบแบบไหนก็สามารถเพิ่มเติมได้

- นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกให้เข้ากัน ก็เป็นอันเสร็จ

- ทานคู่กับไข่ต้มพร้อมข้าวสวยร้อยๆ

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

เวลาไปทานอาหารร้านข้าวต้ม เมนูหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็เห็นจะเป็น “ยำสามกรอบ” นี่เองค่ะ  จัดเป็นจานอร่อยที่ใคร ๆ ก็ชอบ  ทานเป็นกับข้าวหรือกับแกล้มก็ลงตัวไปหมด  มาทำทานเองในวันหยุดกันค่ะ


 

 

ส่วนผสมยำสามกรอบ

1.กระเพาะปลา

2.ปลาหมึกแห้ง

3.กุ้งแห้ง

4.พริกขี้หนู

5.ใบคื่นช่าย

6.หอมหัวใหญ่

7.มะเขือเทศ

8.น้ำปลา

9.น้ำมะนาว

10.น้ำตาลปี๊บ

11.เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ

12.น้ำมันรำข้าวสำหรับทอด



วิธีทำยำสามกรอบ

1.ทอดกระเพาะปลา กุ้งแห้ง ปลาหมึก ให้กรอบ พักให้สะเด็ดน้ำมัน

2.ปรุงน้ำยำ โขลกพริกขี้หนูพอหยาบๆ น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะนาว คนให้เข้ากันดี ใส่หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ ใบคื่นช่าย กระเพาะปลา กุ้งแห้ง ปลาหมึกที่ทอดไว้ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ เคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน จัดใส่จาน

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

มะขามเทศ... เป็นลูกไม้ชนิดหนึ่งที่ทานได้อร่อยมีประโยชน์ด้วย  แต่จะเอามากินเปล่า ๆ ก็อาจจะเบื่อ  บ้านใครมีเยอะ ลองเอามาทำอาหารสูตรโบราณนี้กันดู “แกงส้มมะขามเทศ” นั่นเองค่ะ อร่อยทานง่าย และยังได้ประโยชน์แบบเต็ม ๆ เลยด้วยนะ


 

ส่วนผสมแกงส้มมะขามเทศ

1.มะขามเทศ (แกะออกจากฝัก และเอาเม็ดออก)

2.ปลาช่อน

3.พริกแกงส้ม

4.กะปิ

5.น้ำปลา

6.น้ำตาลมะพร้าว

7.น้ำมะขามเปียก



วิธีทำแกงส้มมะขามเทศ

ตั้งหม้อต้มน้ำ พอเดือด ใส่พริกแกงและกะปิ รอให้เดือดอีกครั้ง ใส่เนื้อปลาลงไป พอปลาเริ่มสุก ใส่มะขามเทศ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล ชิมรสเปรี้ยวนำค่ะ รอให้เดือดดีอีกครั้ง ตักใส่ถ้วย ทานกับข้าวสวยร้อนๆค่ะ

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

วันนี้จะมาชวนคุณผู้อ่านทำเครื่องดื่มสดชื่นไว้ดื่มวันร้อน ๆ ทั้งยังช่วยลดหุ่นได้ แถมยังมาพร้อมวิตาเมินและเกลือแร่จากผลไม้แบบเต็มๆ ด้วยค่ะ วันนี้เราจะมาทำ “สมู้ทตี้ไร้น้ำตาล” กัน  ใครหาสูตรสำหรับลดน้ำหนักอยู่ อย่าลืมเก็บไว้ทำดื่มนะ


 

 

ส่วนผสม

- โยเกิร์ตไขมันต่ำหรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 6 ออนซ์ (3/4 ถ้วย)

- ผลไม้แช่แข็งหรือผลไม้สด 1 ถ้วย

- น้ำแข็งบดละเอียด 1 ถ้วย

- เมล็ดแฟลกซ์ (เมล็ดของต้นปอป่าน) 1 ข้อนโต๊ะ

 

วิธีทำ

ใส่ส่วนผสมลงในเครื่องปั่นหรือเครื่องบดอาหาร และปั่นละเอียดจนกว่าส่วนผสมทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกัน รินลงแก้วแล้วดื่ม

 

***สมูทตี้เชอรี่ บลูเบอรี่ กล้วย

ส่วนผสม

- เชอรี่เปรี้ยวหรือเชอรี่สุกแข่แข็ง 1 ½ ถ้วย

- นมแอลมอนด์รสวานิลลา ไม่หวาน 1ถ้วย

- กรีกโยเกิร์ตปราศจากไขมันรสบลูเบอรี่ 16 ออนซ์ 1 กล่อง

- บลูเบอรี่ไม่หวานแข่แข็งหรือบลูเบอรี่สด ½ ถ้วย

- กล้วยปอกเปลือกเล็กๆ 1 ลูก

 

วิธีทำ

นำเชอรี่ นม โยเกิร์ต บลูเบอรี่และกล้วยใส่ลงในเครื่องปั่น ปิดฝาและปั่นละเอียดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นรินลงแก้วพร้อมเสิร์ฟ

 

***สมูทตี้ชาเขียว แครอท มะม่วง

ส่วนผสม

- น้ำเปล่า 3 ถ้วย

- แครอทหั่นหรือเบบี้แครอทปปอกเปลือก 1 ถ้วย

- ขิงสดหั่นบาง 1 นิ้ว

- ชาเขียว 4 ถุง

- มะม่วงแช่แข็งชิ้นใหญ่ 2 ถ้วย

- เมล็ดเจีย 1 ช้อนโต๊ะ (ถ้ามี)

 

วิธีทำ

ต้มน้ำในกระทะใบเล็กๆให้เดือด จากนั้นใส่แครอท ปิดฝาและต้มประมาณ 10-15 นาที หรือจนกระทั่งแครอทเริ่มนิ่ม ใส่ขิงหั่นลงไปใน 2 นาทีสุดท้ายของการต้ม ยกกระทะลงจากเตาและใส่ถุงชาลงไป ปิดฝาและแช่ไว้ประมาณ 4 นาที

นำถุงชาออก บีบน้ำออกจากถุงชาให้หมด และตักขิงหั่นออก นำกระทะวางบนแผ่นทำความร้อนแล้วเอาไปแช่ตู้เย็น 10 นาที รินน้ำแครอทจากกระทะลงเครื่องปั่น ใส่มะม่วงและเมล็ดเจียลงไป (ถ้ามี) ปิดฝาและปั่นละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน รินใส่แก้วพร้อมเสิร์ฟ

 

แปลและเรียบเรียงโดย www.share-si.com

อากาศเมืองไทยนั้นแสนร้อน แต่เราก็ดับร้อนกันได้ด้วยเครื่องดื่มสุดสดชื่นอย่าง “ชาหวานหอม” ค่ะ  ทำง๊ายง่าย  ทำใส่ตู้เย็นไว้กินได้ทั้งบ้านเลยด้วย  มาดูวิธีกันค่ะ


 

 

วิธีทำชาหวาน ทำได้ 1 แกลลอน

สิ่งที่คุณต้องเตรียม

ส่วนผสม

- ชาดำ 3 ถุงใหญ่ หรือชาถุงเล็ก 12 ถุง

- น้ำ 4 ถ้วยหรือมากกว่านั้นเพื่อให้เต็มเหยือก

- น้ำตาล 1 ถ้วย

- ใบสะระแหน่หรือมะนาวสไลซ์ ตัวเลือกเสริมสำหรับเสริฟ

 

อุปกรณ์

- หม้อขนาดเล็กมีด้ามจับ

- ที่ตักด้ามยาว

- เหยือกใบใหญ่บรรจุได้ 1 แกลลอน หรือ เหยือกขนาดเล็กหลายๆใบ



วิธีทำ

1. นำน้ำ 4 ถ้วยลงไปต้มจนเดือดแล้วยกออกจากเตา

2. ชุ่มถุงชาขึ้นลงในน้ำร้อนสัก 2-3 ครั้งจากนั้นแขวนทิ้งไว้ในน้ำร้อนประมาณ 5 นาที แล้วนำออก

3. เติมน้ำตาลลงไปในชาจากนั้นคนให้เข้ากัน

4. เทชาลงในเหยือก แต่ถ้ามีเหยือกหลายใบก็เทแบ่งชาให้เท่ากัน

5. เพิ่มน้ำลงไปในเหยือกอีก1ลิตร เพื่อให้ได้ชาหวานหนึ่งแกลลอน

6. แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงจนเย็น หรือแช่ทิ้งไว้ข้ามคืนใส่น้ำแข็งแล้วเพิ่มใบอ่อนสะระแหน่หรือมะนาวสไลซ์ลงไปเท่าที่ต้องการ แล้วเสริฟได้เลย ชาหวานสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ถึงหนึ่งสัปดาห์

 

หมายเหตุสูตร

- ถ้าต้องการให้ชาหวานมีความเข้มข้นมากๆ ให้เพิ่มเวลาในการแช่ถุงชาสัก 3 ชั่วโมงแล้วนำออก จากนั้นเติมน้ำตาลและคนให้ละลายและทำตามสูตรเหมือนเดิม

- ชาหวานสูตรนี้ให้รสหวานอ่อนเบาๆ แต่ถ้าคุณต้องการให้ชาหวานกว่านี้ควรเพิ่มน้ำตาลลงไปอีก 1/4 ถ้วยจากนั้นคนให้ละลายนำเข้าตู้เย็น หรือถ้าชอบหวานมากกว่านี้ก็สามารถเพิ่มได้อีกตามที่คุณชอบ

- อาร์โนลด์ ปาล์ม (นักกอล์ฟอาชีพ) ชอบเอาน้ำมะนาวและชาหวานมาผสมในสัดส่วนเท่าๆ กัน

- ถ้าคุณชื่นชอบการดื่มสามารถนำชาหวานเทลงไปในเหล้าเพื่อประยุกต์ให้เป็นเบอร์เบิ้นแก้วโปรดของคุณ

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก  thekitchn

เอาสูตรอาหารเบา ๆ ที่จะทานเปล่า ๆ หรือทานกับข้าวก็อร่อยแซ่บดีค่ะ “ยำปลาซาบะทอดกับมะม่วงเบา”  หรือวันหยุดไหนมีเวลา ทำเป็บกับแกล้มทานกันเองก็อร่อยถูกคอขาเมาได้อีกเช่นกันค่ะ




ส่วนผสม

- ปลาซาบะ (ซื้อจากห้างสีเขียวแก่ ทอดให้สดๆใหม่ๆ)

- มะม่วงเบาดิบ

- พริกแดง  คึ่นช่าย  ตะไคร้  ใบมะกรูด   กระเทียม หอมแดง กระหล่ำปลี

- มะนาว น้ำปลา น้ำตาล ผงปรุงรส

 

วิธีทำ

- ทำน้ำยำด้วยการใส่น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ผงปรุงรส คนให้เข้ากัน ตามด้วยกระเทียม พริกแดงหั่น

และปลาซาบะทอดที่แกะเอาแต่เนื้อลงตามไปคลุกเคล้าพอให้เข้ากัน

- หั่นหอมแดง  กระเทียม ตะไคร้ ใบมะกรูด คึ่นช่าย มะม่วงเบาดิบ ผักกระหล่ำ (ทุกอย่างหั่น ตามภาพ) คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานพร้อมรับทาน ทานคู่กับผักต่างๆได้ตามใจชอบ

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก By.Aing

 

เอาอาหารประจำภาคตะวันออกมาฝากค่ะ “แกงขาหมูใบชะมวง”  สูตรนี้หายากแต่ทำไม่ยากนะคะ ใครไม่เคยลอง คุ้มค่าที่จะหัดลองเลยค่ะ  รับรองจะติดใจ  มาดูสูตรกันเลย




ส่วนผสมแกงขาหมูใบชะมวง

1.เครื่องแกง (หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ พริกแห้ง เม็ดพริกไทย กะปิ)

2.ขาหมูซื้อที่เผาและขูดเรียบร้อยแล้ว (เราชอบใช้ส่วนที่เหนือข้อขาขึ้นมา)

3.ใบชะมวง

4.น้ำปลา

5.เกลือ

6.น้ำตาลปี๊บ

7.น้ำมันพืช



วิธีทำแกงขาหมูใบชะมวง

1.นำส่วนผสมเครื่องแกง(ยกเว้นเม็ดพริกไทย) ไปคั่วให้หอม แยกพริกคั่วต่างหากเพราะจะไหม้ง่าย กะปิห่อใบตองปิ้ง แล้วนำไปโขลกรวมกัน

2.เตรียมใบชะมวง ใช้ใบอ่อน และใบที่ไม่แก่เกิน เอาเส้นกลางใบออก ตัดเป็นชิ้นเล็ก นำไปปิ้งหรือนาบในกระทะ พอให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

3.ตั้งกระทะใส่น้ำมัน นำพริกแกงที่โขลกไว้ลงผัดให้หอม ใส่ขาหมูลงผัดจนสุก(เติมน้ำระหว่างผัดด้วย) หลังจากนั้น ตักใส่หม้อเติมน้ำจนท่วมขาหมู ต้มให้เดือด ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ใส่ใบชะมวงลงไป เร่งไฟให้แรง พอหม้อร้อนดี ลดไฟลงเคี่ยวไฟอ่อนๆ ประมาณ 2ชม.30นาที

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

เอาอาหารไทยสูตรอร่อยมาฝากค่ะ “ผัดพริกขิงปลาดุกฟู”   ทานกับผักสดหรือไข่เค็มกับข้าวสวยร้อน ๆ ลงตัวที่สุดเลย  มาลองหัดทำไว้ในกินในบ้านกันค่ะ




ส่วนผสมผัดพริกขิงปลาดุกฟู

1.ปลาดุกย่าง

2.พริกแกงเผ็ด

3.กุ้งแห้ง

4.ใบมะกรูด

5.น้ำตาลปี๊บ

6.น้ำปลา

7.น้ำมัน

8.ไข่เค็ม

 

วิธีทำผัดพริกขิงปลาดุกฟู

1.แกะเอาเนื้อปลาดุกย่าง มาโขลกให้ละเอียด แล้วนำไปทอดให้ฟู พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน

2.ตั้งกระทะใส่น้ำมัน แล้วนำพริกแกงลงผัดให้หอม ใส่กุ้งแห้งโขลกละเอียด เติมน้ำต้มสุก 1ทัพพี ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ผัดให้เข้ากันดี นำปลาดุกฟูลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ผัดไฟอ่อนๆจนน้ำแห้งหมด โรยใบมะกรูดหั่นฝอย จัดใส่จานคู่กับไข่เค็ม



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

การทำไส้กรอกอีสาน จัดได้ว่าเป็นการถนอมอาหารแบบหนึ่ง  หลายคนชื่นชอบเลยทีเดียวค่ะ แต่ถ้าไปซื้อทานข้างนอกก็เสี่ยงกับดินประสิวอยู่ไม่น้อย  ดังนั้นเรามาลองทำไส้กรอกอีสานอนามัยทานกันเองดีกว่าค่ะ มั่นใจชัวร์ว่าสะอาดปลอดภัย มีกระทะไฟฟ้าก็ทำได้แล้วนะ ดูสูตรกันค่ะ




ส่วนผสมไส้กรอกอิสาน


1.หมูสับ 8 ขีด (ใช้สันคอหมู ปนมันด้วย ถ้าใช้เนื้อล้วนจะแข็งเกินไปค่ะ)

2.ข้าวสวย 3 ถ้วย (ใช้ข้าวที่หุงเป็นเม็ด ถ้าข้าวนิ่มมาก พอเปรี้ยวแล้วจะเละเกินไปค่ะ)

3.กระเทียมโขลกหยาบๆ 4 ชต.

4.เกลือ 1 ชต. (ถ้าเกลือป่นใช้ 1 ชช.)

5.ไส้หมู ใช้ยาวประมาณ 1.5 เมตร ตัดแบ่งเป็น 3 เส้น

(ใช้ไส้หมูแบบไส้ขม มาล้างด้านนอกและด้านในด้วย เกลือ และแช่น้ำส้มสายชู ล้างให้ให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ)

6.ผงชูรส หรือน้ำตาล

7.น้ำมันพืช 2 ชช. (เอาไว้ทาผิวด้านนอกไส้กรอก เพื่อไม่ให้แมลงวันตอม)

8.เตรียมกรวยสำหรับยัดไส้กรอก ถ้าไม่มีใช้ขวดน้ำพลาสติกใบเล็กตัดครึ่งใบก็ได้ค่ะ

 


วิธีทำไส้กรอกอิสาน


- ผสมหมูสับ กระเทียม เกลือ น้ำตาล นวดให้เข้ากันดี แล้วใส่ข้าวสวยลงไปคลุกเคล้า ให้เข้ากัน นำไปยัดใส่ไส้ที่เตรียมไว้

- สวมไส้ที่ปลายขวดแล้วใช้หนังยางรัด ปลายอีกด้านให้ขมวดไว้ เวลากรอกส่วนผสมลงไป ใช้ไม้ตะเกียบช่วยดัน และใช้ไม้แหลมจิ้มด้านข้างเพื่อไล่อากาศออก

*ไม่ควรยัดส่วนผสมแน่นเกินไป เพราะตอนย่างจะแตกง่ายค่ะ

- ใช้ด้าย หรือเชือกมัดเป็นข้อสั้น แล้วลูบผิวด้านนอกด้วยน้ำมันพืช นำไปแขวนผึ่งลมไว้ 1-2 วัน

- เวลาย่าง ใช้ไม้แหลมจิ้มที่ผิวด้วย เพื่อไม่ให้ไส้กรอกแตกค่ะ

 

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

หนึ่งในอาหารอีสานที่ทานกันได้ง่ายแทบทุกภาคอีกชนิดหนึ่งก็เห็นจะไม่พ้น “แกงอ่อมไก่” นั่นเองค่ะ  ทำทานร้อน ๆ แซ่บ ๆ ซดโล่งคอดีนะ  ผักต่างๆ ก็เลือกใส่ได้ตามชอบเลย  รสชาติของแกงอ่อมไก่นั้นไม่เผ็ดเกินไปนัก  เด็ก ๆ ก็หัดทานได้ค่ะ  มาลงมือทำกัน



ส่วนผสมแกงอ่อมไก่


1.เนื้อไก่ 250กรัม

2.พริกสด 10เม็ด

3.หอมแดง 8หัว

4.ตะไคร้ 2ต้น

5.ผักชีลาว

6.ต้นหอม

7.ใบแมงลัก

8.กะหล่ำ1/2หัว

9.เห็ด

10.มะเขือยาว 1ลูก(หั่นชิ้นเล็กแล้วแช่น้ำเกลือ 5นาที จึงนำไปล้าง)

11.น้ำปลาร้าต้มสุก 2ทัพพี

12.น้ำปลา 1ชต.

13.ข้าวคั่ว 2ชต.

14.ใบหม่อน 5ใบ

 

วิธีทำแกงอ่อมไก่


โขลกเครื่องแกง พริก หอมแดง ตะไคร้ แล้วนำใส่หม้อตั้งไฟ ใส่น้ำ1ทัพพี ผัดให้เครื่องแกงหอม แล้วใส่เนื้อไก่ น้ำปลา ผัดให้ไก่จวนสุกเติมน้ำลงไป 2ถ้วย

พอน้ำเดือดใส่กะหล่ำ เห็ด มะเขือยาว ใบหม่อน และน้ำปลาร้า ลงไป ต้มจนผักสุกดีใส่ ข้าวคั่ว ผักชีลาว ต้นหอม ใบแมงลัก คนให้เข้ากัน  ตักเสริฟ ทานกับข้าวสวยหรือข้าวเหนียวก็ได้คะ



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

หมูชุบแป้งทอดกรอบสไตล์ญี่ปุ่น หรือ “หมูทอดทงคัตสึ”  เป็นอีกเมนูอาหารญี่ปุ่นที่ถูกปากชาวไทยอีกเช่นกันนะคะ  จะทานกับซอสทงคัตสึกหรือจะทานกับกับข้าวชนิดอื่น ๆ ก็ลงตัว  สูตรนี้ทำง่าย ลูกๆ ติดใจชัวร์ค่ะ  มาลองลงมือทำกัน




 

ส่วนผสมสูตรหมูทอดทงคัตสึ


หมูสันนอกหมัก

แป้งสาลีอเนกประสงค์

ไข่ขาว

เกล็ดขนมปัง

น้ำมันพืชสำหรับทอด

ซอสทงคัตสึสำเร็จรูป

 

 

วิธีทำสูตรหมูทอดทงคัตสึ



  1. ทุบหมูแล้วโรยเกลือพริกไทยค่ะ แต่ไม่รับประกันความนุ่มนะคะ เว้นแต่ว่าจะเป็นหมูสันในซึ่งนุ่มสุดค่ะ


 

  1. นำหมูที่หมักไว้มาชุบแป้งสาลีอเนกประสงค์ ชุบไข่ขาว และเกล็ดขนมปังค่ะ (ใช้เฉพาะไข่ขาว เวลาทอดน้ำมันจะไม่เป็นฟองค่ะ)


 

  1. ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน ใส่หมูลงไปทอด จากนั้นปรับไฟไห้อ่อนลง ไม่อย่างนั้นเกล็ดขนมปังจะไหม้แต่หมูอาจจะยังไม่สุก เมื่อหมูสุกแล้วให้เร่งเป็นไฟแรงเพื่อให้กรอบและไม่อมน้ำมัน


 

  1. นำขึ้นและหั่นเป็นชิ้นตามต้องการ กรอบนอกนุ่มในจริง ๆ นะเนี่ย


 

  1. เสิร์ฟพร้อมกระหล่ำปลีซอยและแครอทซอย เสิร์ฟพร้อมซอสทงคัตสึซอสโรยงาขาว หรือมายองเนสก็อร่อยค่ะ


 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก คุณเนินน้ำ

 

ไม่ว่าที่บ้านคุณจะมีเครื่องทำไอศกรีมหรือไม่ ก็ทำ “ไอศกรีมวานิลลา” แสนอร่อยได้ไม่ต่างกันแล้วค่ะ  สำหรับสูตรนี้ อร่อยหอมหวนมาก  ทำทานเองในบ้านประหยัดและเข้มข้นสุด ๆ แน่  มาลองลงมือกันเลย



สิ่งที่คุณต้องเตรียม


นมข้นหวาน 1 กระป๋อง (14 ออนซ์)

วิปปิ้งครีม 1 ไพน์ (2 ถ้วย)

วานิลลาสกัด 2 ช้อนชา

เกลือทะเล 1/4 ช้อนชา

 


วิธีทําไอศครีม


ขั้นตอนที่ 1: รวบรวมส่วนผสมของคุณ

ทั้งหมดที่คุณต้องเตรียมสำหรับสูตรนี้ง่ายสุดๆ มันใช่เพียงส่วนผสมแค่สามอย่าง ก่อนที่คุณจะเริ่มลงมือทำให้คุณนำถ้วยสำหรับใส่ไอศกรีมเข้าแช่ช่องแข็งทิ้งไว้ตลอดคืน ยกเว้นคุณมีเครื่องทำไอศกรีม

 

ขั้นตอนที่ 2: ทำฐานไอศกรีม

ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไปปั่นจนกระทั่งได้เนื้อเนียนละเอียด

-หากคุณไม่มีเครื่องทำไอศครีมให้ข้ามไปขั้นตอนที่ 4 เพียงแค่เทไอศกรีมลงไปในภาชนะแล้วปิดฝาให้สนิทนำแช่ในช่องแช่แข็งประมาณ 5 ชั่วโมง โปรดทราบว่าถ้าคุณทำไอศครีมโดยไม่มีเครื่องทำไอศกรีม คุณจะได้เนื้อไอศครีมเบาๆไม่ค่อยนุ่มนวลสักเท่าไหร่

 

ขั้นตอนที่ 3: ทำไอศครีม

นำชามไอศครีมของคุณออกจากช่องแช่แข็งและวางไว้ในเครื่องทำไอศกรีมของคุณ

-คุณต้องแน่ใจว่าเนื้อไอศครีมของคุณมีเนื้อที่เหนียวแน่นพอเมื่อนำออกมาจากช่องแช่แข็ง ถ้าไม่มั่นใจให้แช่ต่อจนกว่าจะได้เนื้อที่ต้องการอีกประมาณ 2 ชั่วโมง

เทไอศครีมวานิลลาลงไปในเครื่องทำไอศกรีมและเริ่มการทำงาน

ปล่อยให้เครื่องทำไอศครีมทำงานตามคำแนะนำบนเครื่อง ในขณะที่เครื่องไอศครีมทำงานอยู่ ตีน้ำแข็งในถ้วยให้เป็นปุยนุ่ม

ในขั้นตอนนี้เครื่องทำไอศครีมจะหยุดทำงานในเวลาระหว่าง 35-45 นาที

 

ขั้นตอนที่ 4: ตักไอศครีมใส่กล่องและนำไปแช่แข็ง

เมื่อไอศครีมในเครื่องทำไอศครีมมีความเหนียวแน่นดีแล้ว ให้ตักไอศครีมออกมาใส่กล่องและห่อด้วยพลาสติกอีกชั้นและนำเข้าช่องแช่แข็งประมาณ 3 ชั่วโมง

-คุณสามารถข้ามขั้นตอนการแช่แข็งและสามารถเสริฟไอศครีมได้ทันที หากเนื้อไอศครีมที่ออกมาจากเครื่องทำไอศครีมมีเนื้อเหนียวนุ่มดีแล้ว

 

ขั้นตอนที่ 5: ละลายไอศครีมและเสริฟได้เลย

เมื่อนำกล่องใส่ไอศครีมออกมาจากช่องแช่แข็ง รอให้น้ำแข็งละลายตัวลงสัก 5 นาที จากนั้นตักไอศครีมลงไปในถ้วยและตกแต่งด้วยท๊อปปิ้งที่คุณชื่นชอบหรือเสริฟคู่กับเค้กช็อคโกแลตด้วยยิ่งดี



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก ehow

เช้า ๆ นะคะ ได้ขนมปังปิ้งสักนิด ไส้กรอกหรือแฮมสักหน่อย  เพิ่มคุณค่าทางอาหารด้วยไข่เจียว “ออมเล็ต” นุ่ม ๆ น่าทาน  ก็เติมเต็มท้องให้อิ่มพร้อมสำหรับการทำงานแล้วล่ะ  ถ้าทำไม่เป็น  มาลองสูตรนี้กัน ทำง่ายมากเลยค่ะ




ส่วนผสมออมเล็ตฝรั่งเศส

- ไข่เบอร์ใหญ่ 2 ฟอง

- เกลือและพริกไทย 2-3 ช้อนโต๊ะ

- ชีสขูดฝอย (เสริม) 1/4 ถึง 1/2 ถ้วย

- เครื่องปรุง เนยจืด 2 ช้อนชา พลาสลี่สับ ของตกแต่ง(อุปกรณ์เสริม)

 

อุปกรณ์ทำออมเล็ตฝรั่งเศส


- ชามผสม

- ที่ตีหัวตะกร้อ

- กระทะเคลือบขนาด 8 นิ้ว

- ไม้พายสปาตูล่า

- จานเซรามิค


วิธีทำออมเล็ตฝรั่งเศส


1. ตอกไข่สองฟองลงในชามผสมตีให้เข้ากัน ปรุงด้วยเกลือและพริกไทย คุณอาจจะเพิ่มชีสลงไปด้วยก็ได้

2. ตั้งกระทะใช้ความร้อนสูง และใส่เนยลงไปเอียงกระทะให้เนยเคลือบกระทะให้ทั่ว

3. เมื่อกระทะร้อนแล้วเทไข่ลงในกระทะ เอียงกระทะเพื่อให้ไข่ไหลลงไปด้านล่างและให้ดังเสียงแฉ่ๆ หากจะทำต่ออย่าลืมว่ากระทะมันร้อนอยู่แล้ว ให้ใช้ความร้อนเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นพอ

4. ใช้ไม้พายเลื่อนไข่ที่สุกแล้วตรงขอบเข้าไปกลางกระทะ จากนั้นเอียงกระทะเพื่อให้ไข่ดิบไหลลงไป

5. ไข่จะสุกประมาณ 1-2 นาทีเมื่อสุกเรียบร้อยเสร็จแล้วขอบจะกรอบส่วนตรงกลางค่อนข้างดิบอยู่แต่ไม่ถึงกับเหลว นำไข่ออกจากความร้อนเตรียมปรุง

6. โรยชีสด้านบนกลางออมเล็ต

7. พับขอบมาไว้ตรงกลางสามด้าน และอีกวิธีคือพับครึ่ง

8. ค่อยๆเลื่อนไข่จากกระทะมาใส่จานและโรยหน้าด้วยผักชี กินได้ทันทีในขณะที่ยังร้อน

 

หมายเหตุสูตร  :  กระทะขนาด 8 นิ้วเหมาะสำหรับการทำไข่สองฟอง หากคุณมีกระทะที่ใหญ่กว่าอาจเพิ่มไข่ลงไปอีกได้

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก thekitchn

 
“ พิซซ่าญี่ปุ่น” หรือ โอโคโนมิยากิ  เป็นของว่างสไตล์ญี่ปุ่นอีกชนิดที่ถูกปากคนไทยเราไม่น้อย  ถ้าคุณโปรดปรานอยู่แล้วก็ลองมาทำทานเองกันดีกว่า ไม่ต้องไปหาซื้อข้างนอก  ลูก ๆ ชอบแน่ค่ะสูตรนี้  ลองทำกัน

 

 

ส่วนผสมพิซซ่าญี่ปุ่น (Okonomiyaki)


1.ซอสโอโคโนมิยากิ

-ซอสมะเขือเทศ 4 ชต.

-น้ำตาลทราย 2 ชช.

-เกลือป่นปลายช้อน

-น้ำมะขามเปียก 1 ชต.

-ซอสเปรี้ยว (หรือน้ำส้มสายชูหมัก) 1 ชต.

 

2.ตัวพิซซ่า

- แป้งสาลี 1/2 ถ้วย

- ไข่ไก่ 1 ฟอง

- น้ำสะอาด 1/2 ถ้วย

- กุ้งสดหั่นชิ้นเล็ก 1/2 ถ้วย

- กะหล่ำปลีซอย 1+1/2 ถ้วย

- แครอทหั่นเต๋าเล็ก 2 ชต.

- หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า 2 ชต.

- โชยุ 1 ชช.

- มายองเนส

- ปลาแห้งคัตสึโอะ 2 ชต. (ถ้าหาซื้อไม่ได้ ใช้กุ้งแห้งโขลกละเอียดแทนค่ะ)

- ต้นหอมซอย

- น้ำมันพืช 2 ชต.

 


วิธีทำพิซซ่าญี่ปุ่น (Okonomiyaki)


1.เตรียมซอส

ผสมส่วนผสมในข้อ1 ทั้งหมดให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งเตา พอเดือดยกลง

 

2.ทำตัวพิซซ่า

- นำไข่ แป้ง น้ำสะอาด คนผสมให้เข้ากันดี ใส่กะหล่ำปลี กุ้ง แครอท หอมหัวใหญ่ ลงไปคนให้เข้ากัน

 

- นำไปทอดในกระทะ ให้เป็นแผ่นกลมๆ จนสุกทั้งสองด้าน ทาด้วยซอสที่เตรียมไว้ ใส่มายองเนส โรยหน้าด้วย ต้นหอมซอย และปลาแห้ง

* ถ้ามีสาหร่ายแห้ง ใส่เพิ่มด้วยก็ได้

 



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจากคุณ Supaporn Kumnodnae

 

ขิงดอง.. เป็นอีกประเภทของการถนอมอาหารที่ช่วยให้เราเก็บขิงสดๆ ไว้ทานได้นานวันขึ้น  รสชาติหวาน เค็ม กรอบ ทานง่ายขึ้นด้วย จะทานแนมกับของเลี่ยนๆ หรือทานกับข้าวต้มก็อร่อยนะ  มาลงมือทำกินกันเองดีกว่า รับรองสะอาดชัวร์



ส่วนผสมทำขิงดอง


- ขิงสด 12 ออนซ์ (ประมาณ 2 กำมือใหญ่)

- หัวไชเท้าสีแดงขนาดใหญ่ 1 หัว (เสริม)

- เกลือ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชูเวเนก้า 1/2 ถ้วย น้ำ 1 ถ้วย น้ำตาลทราย  1 1/2 ช้อนโต๊ะ(เสริม)

 

อุปกรณ์ทำขิงดอง


- มีดหรืออุปกรณ์สไลด์ผัก

- ช้อนเล็กสำหรับลอกเปลือก

- เขียง

- ขวด 1 ใบมีฝาปิด

- ถ้วยและช้อนตวง

- กรวย (อุปกรณ์เสริม)

วิธีทำขิงดอง

- ล้างขวดให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อุ่นและรอให้แห้งก่อนนำมาใช้

- ลอกเปลือกขิงด้วยช้อนอันเล็ก ถ้าคุณต้องการเพิ่มหัวไชเท้าสีแดง ให้ใช้เครื่องสไลด์ผักหรือมีดฝานบางๆ

- นำขิงและเกลือใส่ในชามเล็ก ตั้งพักไว้ 30 นาที

- ใส่หัวไชเท้าสีแดงลงไปในขวด(ถ้าใช้) เพิ่มขิงและอัดให้แน่น

- ตั้งกะทะใบเล็กใส่น้ำส้มสายชูน้ำและน้ำตาลต้มด้วยความร้อนสูง คนน้ำตาลให้ละลาย จากนั้นเทน้ำลงไปบนขิงที่อยู่ในขวดประมาณ 1/2 นิ้ว (คุณอาจไม่ได้ใช้น้ำทั้งหมด)

- เคาะขวดเบาๆ สัก 2-3 ครั้งเพื่อเอาฟองอากาศออก ปิดฝาให้สนิท

- เก็บใส่ตู้เย็นอย่างน้อย 48 ชั่วโมง รสชาติของขิงดองจะอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อเปิดรับประทาน



หมายเหตุ :  การเก็บรักษาผักดองเหล่านี้สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 2 เดือน และคุณสามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิห้องแต่ต้องปิดฝาให้สนิท

 

ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก thekitchn

 

จากต้มจืดผักกาดดองธรรมดา  วันนี้ลองมาปรับสูตรใหม่ให้อร่อยแซ่บขึ้นเป็นไง  กับสูตร “ต้มผักกาดดอกปีกไก่แบบต้มยำ”  ฤดูฝนอากาศร้อน ๆ หนาว ๆ แบบนี้ ซดน้ำแซ่บๆ โล่งคอโล่งจมูกดีนะ มาลองทำกันเลย


 

ส่วนผสม ก็ตามนี้


- ผักกาดดอง

- ปีกไก่

- พริกแห้ง

- ข่า

- ตะไคร้

- ใบมะกรูด

- กระเทียม


เครื่องปรุงรส


- คนอร์ไก่ น้ำปลา มะนาว และอื่นๆ ปรุงได้ตามรสที่ชอบ

 

วิธีทำ


- ต้มปีกไก่กับเครื่องต้มยำ  เอาจนไก่เปื่อยๆไปเลย ใส่ผักกาดดอง ปรุงรสตามชอบ แล้วต้มต่อไป แค่เนี้ย!! กินได้แล้ว



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก By. Aing

ปลาทู.. ปลามัน ๆ แสนอร่อย ที่ไม่ใช่แค่ทอดจิ้มน้ำพริกเท่านั้น แต่นำมายำก็แซ่บถูกปากไม่แพ้กันค่ะ  ทานง่าย ปรับรสชาติได้ตามต้องการ หรือจะทำขายก็ขายดีแน่นอน  มาลองทำกันค่ะกับ “ยำปลาทูสด”


 


ส่วนผสม


- ปลาทูสด (นำมาล้างแช่น้ำเกลือ แล้วนำมาทอด)

- พริกแดง คึ่นช่าย  ตะไคร้ ต้นหอม

- มะนาว น้ำปลา น้ำตาล ผงปรุงรส

 

วิธีทำ


- ทำน้ำยำด้วยการใส่น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ผงปรุงรส คนให้เข้ากัน ตามด้วยกระเทียม พริกแดงหั่น และปลาทูทอดที่แกะเอาแต่เนื้อลงตามไปคลุกเคล้าพอให้เข้ากัน

- ใส่ต้นหอม ตะไคร้ คึ่นช่าย  (ทุกอย่างหั่นฝอย ตามภาพ) คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานพร้อมรับทาน ทานคู่กับผักต่างๆได้ตามใจชอบ



ขอบคุณภาพและสูตรอาหารจาก By. Aing

Categories

Unordered List

Sample Text

Blog Archive

Popular Posts

Recent Posts

รวมเมนูอาหารไทย สูตรอาหารไทย อาหารไทยง่ายๆ สอนทำอาหารไทย กับข้าว ง่ายๆ อาหารไทยมีอะไรบ้าง เมนูต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง ย่าง มากมาย เมนูหมู ปลา ไก่ หมึก กุ้ง หอย อาหารไทย.

Text Widget